ค้นหาบล็อกนี้

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

ข่า


ข่า                         (Kha),  Galingale, Galanga
ชื่อวิทยาศาสตร์      Alpinia galanga Swartz     
วงศ์                       ZINGIBERACEAE    
ชื่ออื่นๆ                  กฏุกกโรหิณี (Ka-tuk-ka-ro-hi-ni)
ถิ่นกำเนิด     อินเดีย  พม่า  ไทย  มาเลเซีย  สิงคโปร์  บอร์เนียว 
                   อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์
รูปลักษณะ    ไม้ล้มลุก  ลำต้นเป็นก้านกลมแข็ง  ใบสีเขียวแข็งหนา  มีดอกจากกอขึ้นไปเป็นช่อใหญ่สี         ขาวประสีม่วงแดง  ลูกกลมขนาดลูกหว้า  ลงหัวเป็นปล้องๆ  แง่งยาว  มีสีขาวอวบ

ข่าเป็นเครื่องเทศ ใช้เป็นอาหารและยาได้หลายประเภท เครื่องแกงต้องใช้ข่าเป็นส่วนประกอบ นอกจากนั้นยังเป็นส่วนประกอบอาหารประเภทต้ม เช่นต้มยำทั้งหลายต้องใส่ข่า ข่าอ่อนต้มกะทิไก่บ้านหรือปลาช่อน ลอยพริกอ่อน กินกับข้าวสวยร้อน ๆ  อย่างเดียวก็เกินพอ  ควรปลูกไว้ส่วนใดส่วนหนึ่งในบริเวณบ้าน  ปลูกครั้งเดียวใช้ได้ตลอกไป จะมีหน่อใหม่ขึ้นมาทดแทนต้นที่ตายไป  เวลาจะใช้ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน  ขุดเอาข้างบ้านเรานี่แหละสบายใจ  ปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนก็ได้ ถึงเวลาออกดอกก็ดูดีไปอีกแบบ  การปลูกก็ง่ายแค่ขุดเอาเหง้าใต้ดินไปขุดหลุมฝังดินทิ้งไว้ก็แตกหน่อใหม่เป็นกอใหญ่ได้เช่นกัน
ดอกข่า

มะนาวเพาะเมล็ด



มะนาวต้นนี้เกิดจากการเพาะเมล็ด  อายุยังไม่ครบ 3 ปี ปลูกไว้ที่โคนกล้วย จึงทำให้กิ่งชลูดสูง เบียดเสียดกับต้นไม้ข้างเคียง เช่นกล้วย  มะละกอ มะขามเทศ  มันปู พูดง่าย ๆ ว่ามะนาวต้นนี้อยู่ในที่ร่ม  แต่ก็ออกดอกและติดผลดกใช้ได้เลยทีเดียว  เป็นมะนาวแป้นผลโตสวย  ออกดอกเป็นกระจุก และติดผลได้ดี  โดยไม่ได้ทำอะไรคือไม่ได้ใส่ปุ๋ยพ่นฮอร์โมนพิเศษอะไร  แค่ใส่ปุ๋ยคอกประเภทขี้วัว และขี้ไก่  คลุมพื้นด้วยใบไม้ รดน้ำ เมษานี้ไม่ต้องซื้อมะนาวแพงกินแล้ว


วิธีการเพาะเมล็ดมะนาวให้ขึ้นดี  หลายคนเพาะมะนาวไม่งอก คือไม่ขึ้นเป็นต้นใหม่  เพาะแล้วหายไปเลย หรือจะขึ้นบ้างเพียงไม่กี่ต้น  ลองใช้วิธีนี้ดู  เวลาเราจะเพาะมะนาวหรือมะกรูด ให้ผ่าผลมะนาวหรือมะกรูดแล้วเลือกเอาแต่เมล็ดที่สมบูรณ์ แต่งตึงดี แล้วล้างน้ำเอาเมือกออกอย่าให้ลื่น  เอาใส่ผ้านุ่ม ๆ เช็ดให้แห้ง แล้วใช้มีดเล็ก ๆ บรรจงแกะเอาเปลือกหุ้มเมล็ดออกให้หมด แล้วนำไปเพาะในถุง ๆ ละ 1 เมล็ดเท่านั้น ไม่เกิน 10 วัน ต้นอ่อนของมะนาวจะขึ้นมาให้ชื่นใจ สมกับที่ต้องนั่งบรรจงแกะ 

ผลผลิตชุดที่สอง เก็บไปหลายครั้งแล้ว

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

ไก่แจ้



ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลาง ลำตัวยาว 43 - 76 เซนติเมตร ในประเทศไทยมี 2 ชนิดย่อย คือไก่ป่าตุ้มหูขาวและไก่ป่าตุ้มหูแดง ไก่ป่าตุ้มหูขาวตัวผู้มีตุ้มหูสีขาว หน้าและหงอนขนาดใหญ่มีสีแดงสด หัว คอ ปีก และหลังมีสีเหลืองสลับแดง ท้องดำ หางสีดำเหลือบเขียว หางคู่กลางยื่นยาวกว่าหางเส้นอื่น ไก่ตัวเมียมีสีน้ำตาลเรียบ ๆ ออกเทา หางสั้นและมีหงอนเล็กมาก ส่วนไก่ป่าตุ้มหูแดงตัวผู้จะมีตุ้มหูสีแดง
      
ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเอเชียตอนใต้ ตั้งแต่เชิงเขาหิมาลัย ลงมายังปากีสถาน อินเดีย บังกลาเทศ พม่า ไทย อินโดจีน จีนตอนใต้ มาเลเซีย สุมาตรา ชวาและ บาหลี
     อาหารได้แก่ แมลง เมล็ดพืช ลูกไม้สุกและดอกหญ้า

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยตามป่าไผ่ ป่าดิบแล้ง และป่ารอยต่อระหว่างป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง หากินเป็นกลุ่มเล็ก ๆ อยู่ตามพื้นป่า ตัวผู้ไม่ชอบร้องเหมือนตัวเมีย ในฝูงหนึ่งจะมีตัวผู้คุมตัวเมียหลายตัว ตัวผู้มักขันเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะในช่วงตอนเช้าและพลบค่ำ หากินเวลากลางวัน ตามพื้นดิน บินได้ไม่ไกลและไม่สูงมาก
     ไก่ป่าผสมพันธุ์ในฤดูร้อน สร้างรังอยู่ตามพื้นดินตามกอหญ้า กอไผ่ วางไข่ 6 - 12 ฟอง ระยะฟักไข่ 21 วัน ลูกไก่แรกเกิดมีขนอุยสีเหลืองสลับลายดำทั่วลำตัว เมื่อขนแห้งก็เดินตามแม่ไปหากินได้ทันที

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่นที่พบบ่อย และปริมาณปานกลาง ไก่ป่าตุ้มหูขาวพบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง คือเลียบชายแดนประเทศกัมพูชา ตั้งแต่จังหวัดตราด ไปจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี ส่วนไก่ป่าตุ้มหูแดง พบทางด้านตะวันตก ตั้งแต่ภาคใต้ขึ้นมาเลียบชายแดนประเทศพม่า จรดภาคเหนือ และตอนเหนือของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535


เลี้ยงไว้ขันแทนนาฬิกาปลุกในตอนเช้า  ทุกวันจะขันรับดวงตะวัน ตรงเวลา โดยไม่ต้องตั้ง ขันเสียงไพเราะรับกันเป็นทอด ๆ เลี้ยงไว้ประดับสวนเพื่อความสวยงาม เป็นธรรมชาติ  ปล่อยให้ขุ้ยเขี่ยกองใบไม้ที่เปียกชึ้นกลับไปมาหาแมลง หนอน และปลวก กิน  ตกเย็นบินขึ้นเกาะคาคบไม้นอนกันเป็นกลุ่ม ๆ  นี่คือธรรมชาติของไก่แจ้

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

เตยหอม


ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Pandanus amaryllifolius  Roxb.
ชื่อสามัญ :   Pandanus Palm , Fragrant Pandan , Pandom wangi.
วงศ์ :    Pandanaceae
ชื่ออื่น :   ปาแนะวองิง (มาเลเซีย-นราธิวาส)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวลักษณะแตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อ ใบออกเป็นพุ่มบริเวณปลายยอด เมื่อโตจะมีรากค้ำจุนช่วยพยุงลำต้นไว้ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด ลักษณะใบยาวเรียวคล้ายใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นมัน เส้นกลางใบเว้าลึกเป็นแอ่ง ถ้าดูด้านท้องใบจะเห็นเป็นรูปคล้ายกระดูกงูเรือ ใบมีกลิ่นหอม 
ปลูกง่าย ชอบความชื้น หน้าแล้งต้องรดน้ำบ่อย ๆ ขยายพันธุ์ง่าย แค่ขุดหน่อเล็กๆ ไปปลูกก็ขึ้นแล้ว ปลูกติดบ้านไว้ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ถ้าปลูกมากๆ ตัดใบขายที่เห็นใช้มากที่สุดคือกำดอกไม้ไหว้พระ ใบมีกลิ่นหอม ตัดใบสัก 2 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด ตัดเป็นท่อน ๆ ใส่หม้อข้าวต้ม ข้าวต้มมีกิ่นหอมชวนรับประทานขึ้นอีกเยอะ  ต้มน้ำเชื่อมก็ตัดใบเตยหอมใส่ลงไปด้วย ต้องการสีเขียวจากใบเตยเพื่อทำลอดช่อง หรือขนมอย่างอื่นก็ตัดใบมาใส่ครกตำ เพื่อคั้นเอาทั้งน้ำหอมและสีเขียวใบเตย  ปลูกไว้เถอะดี ต้องการใช้ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนเก็บเอาข้างบ้านเราดีที่สุด

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

เล็บครุฑ



ชื่อพื้นเมือง เล็บครุฑ
ชื่อสามัญ Polyscias
ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyscias spp.
ชื่อวงศ์ ARALIACEAE
ลักษณะทั่วไป ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีผิวเปลือกสีเขียวหรือสีน้ำตาล
ลำต้นเป็นข้อเล็กๆ ผิวเปลือกเรียบหรือมีจุดเล็กๆ ประอยู่ทั่วต้น
ใบ เป็นใบประกอบ มีใบย่อยติดอยู่ที่ก้านใบประมาณ 5-7 ใบ ขอบใบเป็นหยัก ใบมีสีเขียวเมื่อ
ขยี้ใบดูจะมีกลิ่นฉุน ลักษณะของใบและขนาด ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์
การขยายพันธุ์ โดยการตอนกิ่ง การปักชำ วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การปักชำ
การกระจายพันธุ์ เจริญได้ดีในดินร่วนซุยมีการระบายน้ำได้ดี ขึ้นได้ดีในที่ที่มีแสงแดดรำไร
ประโยชน์ คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นเล็บครุฑไว้ประจำบ้านจะช่วยคุ้มครองและป้องกันภัย
เพราะ ครุฑ หรือ คุตติ คือการคุ้มครองรักษาให้เกดความสงบสุขและปลอดภัย นอกจากนี้
ลักษณะของใบเล็บครุฑ ยังมีลักษณะคล้ายเล็บของพญาครุฑ ซึ่งโบราณเชื่อว่าสามารถช่วยป้องกันภัยอันตราย
ใบเล็บครุฑนอกจากนำไปประกอบในการจัดดอกไม้แล้วยังสามารถนำมาทำอาหารกินได้ เช่นชุบแป้งทอด หรือใช้ยอดใบที่ไม่อ่อนไม่แก่เกินไปรองห่อหมกแทนหรือร่วมกับผักชนิดอื่น  เล็บครุฑจะให้กลิ่นและรสชาติที่เป็นกลิ่นเฉพาะตัว  ผู้รับประทานจะจำได้นานทีเดียว  ปลูกใส่กระถางหรือลงดินก็ได้  เล็บครุฑมีใบหลายลักษณะ แล้วแต่คนชอบที่จะเลือกหามาปลูก ปักชำออกรากง่ายมาก  วิธีที่ผมชอบทำคือเอากระถางขนาด 6 นิ้ว ใส่ดินปลูกให้เต็มกระถาง กดดินให้แน่น ๆ  แล้วไปเลือกกิ่งที่มองดูว่าปักลงกระถางแล้วสวยเลย ใช้มีดคม ๆ ตัดมาแล้วเอาใบส่วนโคนกิ่งออก แล้วปักลงกระถาง รดน้ำทุกวัน วางกระถางอย่าให้ถูกแดด ไม่เกิน5 วัน เล็บครุฑจะฟื้นตั้งตัวได้อย่างสวยงามในกระถาง  สามารถเคลื่อนย้ายไปวางตรงที่เหมาะสมได้เลย


สวยไปเลย  แค่นี้ รดน้ำเช้าเย็นอย่าให้โดนแดดใบไหม้เสียสวย

อินทนิลน้ำ



อินทนิลน้ำ เป็นไม้ยืนต้น เป็นพรรณไม้ที่พบขึ้นทั่วไปตามที่ราบลุ่มและบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ ลำห้วย ในป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดงดิบทั่วทุกภาค จะพบมากในป่าดงดิบภาคใต้ มีดอกสีม่วง สวยงาม มีชื่อในแต่ละท้องถิ่นต่างๆ กัน เช่น ตะแบกอินเดีย ฉ่องมู ซอง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) บาเอ (ปัตตานี) บางอบะซา (ยะลา นราธิวาส มาเลเซีย) อินทนิล (ภาคกลาง ภาคใต้) ตะแบกดำ (กรุงเทพฯ)(ในภาษาอังกฤษเรียก Pride of India หรือ Queen's flower)
ต้นนี้ก็เหมือนกันชอบดอก ที่ออกเต็มทั้งต้น และม่วงสวยดี เลยเก็บเมล็ดมาเพาะปลูก ปลูกไว้ข้างรั้วต้องคอยปีนขึ้นไปตัดกิ่งที่ยื่นออกไปสู่ถนน  เดือนมีนาทุกปีจะออกดอกสวย อีกอย่างชอบต้น ผิวของต้น ก็ปลูกไว้ด้วยจุดประสงค์ว่าจะได้ดูดอก  ซึ่งจริง ๆ แล้วริมถนนก็ออกดอกให้เห็นเยอะไป  แต่ไม่เหมือนกับต้นที่เราปลูกเอง และอยู่ในบ้านเรา

จันผา




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena loureiri Gagnep.
วงศ์ : DRACAENACEAE
ชื่ออื่น : จันทน์แดง (ภาคกลาง, สุราษฎร์ธานี) จันทน์ผา (ภาคเหนือ) ลักกะจันทน์ (ภาคกลาง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มสูง 1.5 - 2 ม. ลำต้นตรงเป็นรูปบวม ๆ เรือนยอด อาจมียอดเดียวหรือหลายยอด เปลือกนอก เกลี้ยง สีเทา เปลือกในสีขาว ใบ ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่ ๆ ที่ปลายยอด ปลายแหลม สีเขียวเข้ม ก้านเป็นกาบหุ้มซ้อนทับกันรอบลำต้น ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ตามซอกใบ กลีบดอก 6 กลีบ ตรงกลางดอกมีจุดสีแดง เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 ซม. ดอกสีขาว ผล กลม เล็ก ผลอ่อน มีสีเขียว ผลแก่ สีแดง และม่วงคล้ำ มีเมล็ดเดียว
ระยะเวลาในการออกดอกและเป็นผล ออกดอกระหว่างเดือน กรกฏาคม-สิงหาคม และผลแก่ระหว่างเดือน สิงหาคม-กันยายน การขยายพันธุ์ เพาะกล้าจากเมล็ด หรือแยกกอ
ประโยชน์ : ทรงพุ่มสวย ดอกมีกลิ่นหอม นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ จัดสวนเป็นไม้ประธาน สวนหิน ปลูกเป็นกลุ่ม

ที่บ้านจะมีหลายต้นหลายขนาด แต่ทั้งหมดจะเป็นต้นที่เกิดจากการเพาะเมล็ด เนื่องจากจะเก็บเมล็ดจากที่พบเห็นมาเพาะใส่กระถางไว้ ย้ายปลูกลงดินบ้าง ใส่กระถางไว้บ้าง เพื่อเป็นของแจกสำหรับคนที่รักต้นไม้ต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวก็จะให้ไป  การปลูกจากเมล็ดจะให้ต้นและทรงพุ่มสวย ใช้ประดับตกแต่งได้ตามความชอบ